วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

บอกตัวเอง

1. "เมื่อใดที่เอ็งรู้ว่าคนเก่งนั้นเป็นอย่างไร เมื่อนั้นแหละเอ็งก็เป็นคนเก่งแล้ว"

2. "ตอนที่กำลังว่ายอยู่ในทะเล เราไม่รู้หรอกว่าทะเลนั้นกว้างแค่ใหน"

3. "ถ้ามัวแต่สนใจใบไม้ เอ็งก็จะไม่เห็นต้นไม้ ถ้าเอ็งมัวแต่สนใจต้นไม้เอ็งก็จะไม่ เห็นป่า ไม่หยุดหัวใจไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่ถ้าจะดูต้องดูทั้งหมด"

4. "ดาบของเจ้ามิยาโมโตะ ที่เต็มไปด้วยความโกรธ แสดงให้เห็นถึงความกลัวและความกังวล แต่ดาบของอินซุนไม่มีทั้งความกลัวและความแค้น กลับมีแต่ความรักให้กับศัตรู ดังกับว่าชื่นชมที่ได้ประมือกับคนที่มีฝีมือทั้งหมด"

5. "ผ่านการต่อสู้ที่ต้องเอาชีวิตรอด เพื่อให้ได้มาซึ่งความแข็งแกร่งที่สมบูรณ์ อย่าเกร็ง อย่าลนและอย่าลังเล"

6. "ไม่ว่าคนนั้นจะแข็งแกร่งปานใดก็ต้องกลัวการต่อสู้ แต่ว่าถ้าสามารถเผชิญหน้ากับความกลัวนั้นได้ ก็จะสามารถเอามันวางไว้ข้างๆได้... นั่นละ่คือคนที่แกร่งจริง"* คนเราไม่สามารถทนกับการฝึกได้หากขาดซึ่งจุดหมาย

7. "ความกลัวคือความหมายทั้งหมด ที่เชื้อเชิญความพ่ายแพ้ให้มาเยือน จงรู้จุดอ่อนของตนเผชิญความกลัวอย่างองอาจ"

8. "ข้ารู้เรื่องอะไรของอินซุนบ้าง? ข้าเพียงแต่กระโจนเข้าใส่มันเพราะความอยากเด่นอยากดังไม่มีทั้งวิชา เชื่อมั่นในฝีมือของตัวเองมากเกินไป คิดว่าเมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้นก็ต้องผ่านไปได้"

9. "ความคิดว่า ข้าเก่งเหลือเกินคือ เชื่อมั่นในตัวเอง มันคือม่านบังตาที่ปิดสายตาการมองที่ดีเหลือเกิน ดังนั้นจึงมองไม่เห็นศัตรู...ถ้าจะมองจงมองให้ครอบคลุม นั่นจึงจะเป็นการมองที่มีค่า"

10. "โ๊ะอย่าทำให้ศัตรูในใจเจ้าใหญ่ขึ้นมาสิ"

11. "ศัตรูเป็นใตรกัน? เมื่อย่างเท้าเข้าไปหาร่างที่เหมือนถูกห่อหุ้มด้วยความอบอุ่น ดั่งถูกกลืนเข้าไป ยิ่งออกแรงมากเท่าไรร่างกายก็ยิ่งแข็งขึ้นเท่านั้น ความเป็นอิสระเหือดหายไม่ได้มีศัตรูเลย คนที่เรากำลังต่อสู้กลับกลายเป็นตัวเราเอง"

12. "วิถีทางแห่งดาบคืออะไร ... อัตรา ความคิดที่ต้องการเพียงแต่เอาชนะต้องการแสดงแต่พละกำลังแสดงความแข็งแกร่ง แสดงการมีตัวตน จงดูข้าสิ ดาบและวิธีการต่อสู้มีเพียงเพื่อสิ่งนั้นเองหรือ ดาบที่เรานับว่าเป็นเยี่ยงชีวิตเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเพียงนั้นเองหรือ ดาบของเราคือฟ้าและดินดังนั้นไร้ดาบจึงไม่เป็นไร"

13. " ความเก่งคืออะไร ความเก่งของข้ามีประโยชน์อะไร สู้กันจนถึงชีวิต ราวกับว่าได้ชะโงกอยู่บนเงื่อนผาแห่งความตาย อยากสู้กันจนถึงตาย ข้าต้องเก่งขึ้นแล้วนี่นา... ข้าอยากเก่งตั้งแต่ตอนนั้น ข้าเฝ้าแต่โรยทรายอย่างตั้งใจ ข้าต้องการเก่ง เก่งอย่างไม่มีผู้ใดทาบ เพื่อซุกซ่อนบาปและความอ่อนแอจนหมดสิ้น ข้าคงอยู่ตรงนั้น(ที่เดิมตรงจุดเริ่มต้น) ข้าซุกซ่อนความเป็นตัวตนของข้าไม่เคยให้อะไรกับใครยังโดดเดี่ยวเช่นเคย อยู่ยังที่ไม่มีใครเอื้อมถึง"

14. "บุญคุณของพ่อแม่ บุญคุณของคน บุญคุณของพระ ถ้าเอ็งคิดจะทดแทนคุณที่เอ็งได้มาจนถึงทุกวันนี้ ใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตของเอ็งก็ยังไม่พอหรอก"

15. "โซ่ ถ้ามองออกว่าโซ่มีการเคลื่อนไหวอย่างไร เราก็จะได้เปรียบ เคียวเป็นเพียงเครื่องมือจัดการขั้นสุดท้ายเท่านั้นเอง เราไม่สามารถเอาตัวกันเคียวได้ ถ้าเรามองการเคลื่อนไหวของโซ่ออกเราก็จะชนะ"

16. "จะหนีก็หนี ถ้าสู้ก็เดินออกมาและตัดสินใจให้แน่ นั่นล่ะคือการเตรียมใจรับกับสถานการณ์ คนโลเลคือคนที่อ่อนแอ"

17. "นกไม่ได้บินเพราะอยากบิน"

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ปัญหาอะไรเอ่ยมึน!!

หันไปทางใหนใครๆก็มีปัญหา ตัวปัญหากำลังโบกมือทักทาย ว่ากันไป หากปัญหามีตัวเป็นๆ มันคงจะเป็นคนที่ชอบยุ่งจุ้นจ้านหรือทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนแต่ไม่เคยรุ้ตัวเลยว่าไม่มีใครต้องการแก ไปๆชิ้วๆ แต่มันจะค่อยๆ ขยับ เขยิบกระแซะเข้ามาชิดทำตัวน้อยนิดอิงแอบหาที่อยู่อาศัยวนเวียนรอบๆตัวกูเอ้ย เราเป็นพวกไล่ไม่ไป ฟังภาษาคนไม่ออกยิ้มหน้าตาเฉย(เอ้ยแกไปโกรธใครมาฟะ) ถ้ามีสโลแกนมันก็จะบอกคุณว่า "ปัญหาเคียงข้างคุณเสมอ...รักนะจุ้บจุ้บ"
ระยะหลังมานี้ที่กำลังฝึกวิทยายุทธ มองโลกในแง่ดี(ที่ได้มาจากใครบางคน) ทำให้เมื่อตัวปัญหาวิ่งเข้าชนหลังจากคอตกอยู่ซักพัก ก็ต้องนั่งมองมันอยางเอ็นดูเหมือนมิตรคู่บ้าน ทาถูทาถู บ้า!!ไม่ใช่ยาหม่อง
ปัญหาทำให้เหนื่อย บางคนบอกว่าเซ็ง เออเครียดโว้ย เกลียดคำว่าเครียดจังเหอ เหอ ต้องยอมรับว่าถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายคงมานั่งมองแล้วกลั้วยิ้ม(ฝืนๆ)ก็ลำบาก เพราะว่าปฏิกิริยาจะเป็นลูกโซ่เหมือนโดนไฟฟ้าช้อตแล้วต้องรีบไปแปะมือเพื่อน(ที่กูเกลียด )(ความคิดเลวนะเนี่ย) เออว่ะ ความเหนื่อยหน่ายของปัญหาคือการดิ้นรนทำอะไรซักอย่างเพื่อให้ปัญหามันจบเร็วที่สุด แล้วมันก็เหนื่อยนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนเป็นนั่นล่ะพอปัญหามันคิดถึงมาหาเรามากเข้า มากเข้า กูบอกว่ากูไม่ได้เหงามันก็มาจั้ง เราก็เซ็งเจอซ้ำๆบ่อยๆมันเซงง
วิทยายุทธที่ฝึกปรือก็รับมือได้เฉพาะบางเรื่อง แต่บางเรื่องบางตัวปัญหาที่น้ำหนักตัวมันมากเราแบกไม่ไหวกูก็หนักก็ฝืน (เออว่ะพักนี้ปวดหลังไม่หายมีคนบอกว่าเห็นเงาลางๆนั่งค่อมอยู่ที่บ่า) การแบกสำหรับใครไม่รู้นะซึ่งเป็นเราแล้วการเอาความรู้สึกคน หรือเก็บความคาดหวังใครมาไว้กับตัวสบัดยังไงก็ไม่หลุดนี่แมร่งเหนื่อยสุดเออ....คือเป็นเรื่องระยะเวลามากกว่าคนที่ลักษณะตัวตนเป็นฟองน้ำจะเข้าใจดีพวกซึมซับดีเยี่ยม มีแถบกันซึมเปื้อน คือรับไว้หมดอ่ะ เราก็คล้ายจะเป็นเช่นนั้น มันก็เลยเหนื่อยมากหน่อยยิ่งสภาวะแบบนี้หันไปทางใหนก็มักจะเห็นคนที่เดินสวนทางเดินหลังค่อมๆกันทั้งนั้น เราก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้มีชั้นคนเดียวหรอกนะ
วิทยายุทธอีกแบบนึงที่ช่วยได้เยอะ(พิสูจน์ทางการแพทย์แล้วเห็นว่าดี) ไม่รู้สิคือช่วงนี้ต้องทำงานออกบู้ทบ่อยภาคสนามเจอคนหลายแบบอีกสังคม คนที่ผ่านไปมาไม่มีภาระผุกพันธ์มาแล้วก็ไป บางทีการให้ การทำอะไรที่เป็นการช่วยพวกเขาแล้วมีการพูดคุยกันเห็นพวกเค้ายิ้ม เค้าดีใจ เออแปลกนะเรารู้สึกดีไม่รู้ตัว เช่นวันนี้ขายของให้น้องๆ จู่ๆน้องเค้าพูดเล่นๆว่า100 ละกัน ชั้นยิ้มเออบ้ามากูบ้าไป จิงจะให้ฟรีก็ยังไง แต่เห็นรอยยิ้ม ความขี้เล่นแบบหนุกๆ เผลอเออไปกับมันพอพวกมันหัวเราะ เออกูให้ว่ะทั้งๆที่ของเหล่านั้นราคามันสูงอยู่ ก็ตามนั้นแค่พอคิดมันก็พลอยมีความสุขไปด้วยพวกมันเป็นพวกข้าวใหม่ปลามันมาซื้อกรอบรูปคู่ทำจากแก้วเออกะจะไปใส่รูปคู่ เออวันนึงพวกมึงทะเลาะกันของกูชิ้นนี้คงเป็นข้าวของให้พวกมึงปาแตกแน่ๆ เออคิดแล้วขำ(หรือว่ากูจะผิดปกติวะเนี่ยที่คิดปายด้ายยย ขำๆฮาๆ) เออ ปัญหาตัวซน คนขี้เหงาไม่มีใครรัก น่าสงสารแล้วตัวปัญหามันจะมีปัญหามั้ยเนี่ย
วิทยายุทธที่กำลังฝึกในบทมองโลกในแง่ดีนี้คือการละความรู้สึก เวลาเกิดปัญหาหลายคนมักจะมองและมุ่งคิดแต่สิ่งที่อยู่รอบๆปัญหา เช่นแมร่งเค้าต้องเกลียดกูแน่เล้ย, กูทำไงดีวะเนี่ยเค้าจะเข้าใจกูมั้ย,พรุ่งนี้กูจะทำไงกับเธอดี, ลืม ลืม อะไรคือปัญหาที่แท้จิงวะคนส่วนใหญ่ไม่ชอบพูดกันตรงๆชอบอ้อม โค้งๆ เลี้ยวๆ เบลอๆปัญหาชอบอยู่กันตรงนั้นเป็นเราเป็นตรงนั้น นั่นล่ะจะเชือดความรู้สึกกลัว, ตื่นนั้นยังไงแล้วทำไงจะตรงได้ทำอย่างไรให้ปล่อยสิ่งที่แท้จริงในใจนั้นออกไปได้ปัญหาอยู่ที่ตัวเราเอง อุ้ยงั้นคงไล่เจ้าตัวปัญหาไม่ได้แล้ว เพราะตัวเองคือปัญหา เอองั้นทำไงดี ชั้นกำลังฝึกตัวเองให้คิดว่าเลิกคิดถึงความรู้สึกคนอื่นได้แล้ว หัดห่วงความรู้สึกตัวเองบ้างถ้ามันถูกต้องแล้วจะโกรธจะเกลียดก็ช่างแมร่ง แต่บางอย่างคิดเองเออเอง ฝ่ายเดียวก็กลายเป็นเรื่องรู้ไม่เท่าทันอีก หลายครั้งการเชือดความรู้สึกตัวเองก็ต้องเป็นไปอย่างจายเยนเยน
ตัวปัญหามักจะสอนบทเรียนให้เสมอๆ สอนให้รู้ถ้าสถานะการณ์นั้นเรายังไม่ตายไปก่อน ถ้าเราไม่แพ้ไปกับมันก็เหมือนยาขมน้ำเต้าทองที่ดื่มเวลาร้อนในจริงๆ หายเป็นปลิดทิ้งตุ่มร้อนในหายไป แต่มันก็จะกลับมาเรื่อยๆ ให้เราได้เอารสขมๆของน้ำเต้าทองดื่มเข้าปากอีก แน่นอนอาการร้อนในไม่สามรถหายจากปากมนุษย์ฉันใดปัญหาของมนุษย์ก็ฉันท์นั้น (สาธุ) งั้นก็สบายใจได้ไม่เคยมีใครตายเพราะร้อนในอย่างนั้นคงไม่เคยมีใครตายเพราะเกิดปัญหา เออถ้าปัญหาหญ่ายๆแบบว่าติดหนี้มาเฟีย เป็นชู้กับเมียข้างบ้านเนี่ยอันนี้ก็คิดซะว่าเราเป็นหนองใน หรือเป็นเอดส์ละกันเพราะยังไงไม่เพิ่งหมอก็มีแต่ตายกับตายอ่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ภูมิแพ้ และปีเตอร์ แพน

ชั้นว่าตัวเองเป็นคนแพ้คนขี้เหงา ไม่รูุ้เหมือนกันว่าคนประเภทนี้มีแม่เหล็กอะไรที่ดึงดูด ให้อยากเข้าไปคลุกวงในด้วย เคยจำคำเค้ามาว่า

"คนอ่อนไหว มักจะแพ้ใจคนขี้เหงา คนขี้เหงามักชอบเล่าความเหงาของตัวเองให้คนอื่นสนใจ

คนขี้เหงามักจะนึกว่าตัวเองอยู่เพียงลำพัง..."
แล้วไง แล้วไงต่อ เราเป็นคนอ่อนไหวหรือขี้เหงา เราก็เป็นของเราที่เป็น แพ้ก็ต้องห่างๆพวกขี้เหงาเรี่ยราด
แต๋ใครจะรู้ล่ะ วันนึงตัวหนังสือ ไม่มีเสียง ไม่มีแขนขา ให้เราสัมผัสได้กลับทำเราสะดุด ม่ายรู้ตัว เราได้รู้จักกับคนๆ หนึ่ง เขาชอบถ่ายทอดมุมที่เขายืนมองโลกอยู่ ผ่านDiary Blogโลกส่วนตัวของผู้ชาย ชอบเขียน เป็นความเชื่อที่มาจากข้างทางและสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปแต่หลายคนมองข้าม หรือแม้แต่ไม่เคยจะได้คิดมาก่อน แม้ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาก็รู้สึกได้ว่าเขาเปงโคนอ่อนโยน (เฮ้อ สะดุดหัวทิ่ม)

รู้สึกได้ว่า แนวความคิดทำองศา ในมุมเหงาเดียวกัน ความเหงามีมุมนะ หากใครได้เคยนั่งดูพลุที่แตกตัวอย่างสวยงามท่ามกลางคนนับพันๆ ในบรรยากาศสวยหรูของเทสกาลเฉลิมฉลอง แต่ไม่มีใครให้รู้สึกดี ที่ผูกพันธ์ อยู่ตรงนั้นเลย

หากวันหยุดคือวันที่ไม่อยากให้มีในปฏิทิน เพราะไม่รู้จะอยู่บ้านไปทำไม ที่ๆ ไม่มีใครให้คุยด้วย แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน เหมือนทุกๆที่ไปก็จะเป็นแต่ที่เดิมเดิม ผู้คนแนวเดิมๆ ที่ไม่รู้จักหรือสัมผัสได้ คล้ายกับท้องถนนมีที่ว่างให้กับเราอย่างมากมาย ความว่างเปล่าดูจะเป็นความคุ้นเคย โลกของใครที่เคยทำมุมเช่นนี้น่าจะเข้าใจเคยอ่านเจอว่า

"ไม่มีอะไรเป็นจริงในทุกสถานการณ์" ชั้นก็เพิ่งเข้าใจ จากผู้ชายคนนี้ ใจของเราอยู่เหนือสถานการณ์ ถ้าเราควบคุมมันได้ เขาเป็นคนที่แปลความเหงาอย่างสร้างสรรค์ คนอะไรเขียนความเหงาให้คนอ่านแล้วยิ้ม เหมือนสาวน้อย Amile เขาเป็นคนเหงาที่มองโลกด้วยสายตาเป็นประกายและจุดนี้เองที่ทำให้เรากลับมามองตัวเอง เคยลองปรับโฟกัสในการมองโลกแบบเขาและ Amile' ลองสร้างความเชื่อจากตัวหนังสือที่เขาขีดเขียนซึ่งมันอาจใช้เวลาเพราะความเชื่อของเราไม่เท่ากัน เคยได้ยินมุมมองของนักเดินทางเสมอๆว่า "ประสบการณ์ไม่มีขายถ้าอยากได้ต้องออกไปค้นหาด้วยตัวเอง" คงต้องใช้ขาทำความรู้จักโลก และจะเข้าใจมนุษย์ เข้าใจสิ่งที่เป็น จะรู้ว่าตัวเราเล็กมากแค่ใหนในโลกใบนี้
เกือบ 2 ปีแล้วที่ได้รู้จักคน คนนี้ผ่านตัวหนังสือเหงาๆของเขา คนที่เกี่ยวความรู้สึกมาบันทึกได้มากมาย
เห็นความรู้สึกที่เกิดกับเขา มองตัวเรามันช่างคล้าย คือคำบันทึกที่อบอวลไปด้วยหมอกบางๆ ที่อยากให้ใครๆเข้าไปแหวกม่านหมอกนั้น ทำความเข้าใจ เขาเหมือน ด.ช. ปีเตอร์ แพน ที่ชอบท่องเวหาไปเที่ยวสนุก และวันนั้นเขาก็เข้ามาเคาะหน้าจอพาฉันบินท่องเข้าไปในโลกของเขา


วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551

ช่องว่างในอากาศ

คำนำ (ต้มเปื่อย)


เวลาที่เราต้องการใครซักคนนั่งฟังในสิ่งที่เราคิด สำหรับบางคนอาจจะเป็นในทุกเวลา แต่กับบางคนอาจเป็นเวลาที่ต้องการคนนำทาง คำนำทางหมายถึง ถ้อยคำจากคนที่ฟังเราอย่างเข้าใจแล้วพูดคุย ส่งถ้อยคำที่คล้ายเป็นการยื่นมือมาเกาะกุม เคล้าจูงให้เราไปหาจุดหมาย หรือก็ไม่ใช่ กับการเดินทางไกลมีหลายครั้งที่ประสบการณ์ชีวิตที่เคยผ่านก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะสิ่งที่คิดมันไม่ใช่เพียงแค่จินตนาการเท่านั้น มันอาจหมายถึงการกระโดดข้ามเหวบนภูเขาลูกต่อไป เคยได้ยินว่า ความคิดเหมือนติดปีกถ้าได้อยู่ในที่ที่มีความสุข แวดล้อมรอบข้างด้วยสิ่งที่เป็นในตัวตนของเรา การเดินทางที่ผู้ร่วมทางชอบเดินมากกว่านั่งรถเหมือนกัน
หรือก็ไม่จริง
แต่จริงแล้วมันมีหรือไม่ ความสำคัญอยู่ที่ว่าสุดท้ายเราก้ต้องเดินต่อไป และเพียงลำพังเส้นทางเดินย้าวยาวนี้ คงต้องเจอคนที่มานั่งฟังเราพูด เรานั่งฟังเขาพูด ถูกจูงมือและเป็นคนจูงมือคนอื่น เราต้องเจอมันในตลอดเส้นทาง เพียงแต่ว่าใครซักคนเหล่านั้นมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถได้ยินในสิ่งที่เราพูดโดยที่เรายังไม่เอ่ยปาก เลยก็ได้ซึ่งน้อยคนนัก น้อยคนนัก....


(คนละเรื่อง) ...ความเหงาสำเร็จรูป...


ความเหงาไม่ได้เป็นสสาร ไม่มีตัวตน ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามาจักใหน มันมักไม่เข้าใครออกใครมาแบบบาง


วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551

ระหว่างสวย กับกินอร่อย

PACKAGE DESIGN

Made in japan อีกแล้วครับท่านซึ่งเห็นเช่นนี้แล้ว รู้สึกชื่นชม Design Tredition จริงๆเห็นอย่างนี้คิดถึงอะไรคับ ช่ายยยยย1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ของบ้านเราเลย นี่คือสิ่งที่ขาดหายไปนั่นเองจึงเกิดคำถามที่ว่าไม่มีใครคิด กรือคิดกันไม่ได้ หรือไม่เห็นความสำคัญของการDesignหรือทั้งหมดเพราะขาดการสนับสนุนจากทางรัฐจริงๆนะ มันเหมือนกับเราทำกับข้าวนี่หล่ะความสำคัญของการทำ บางคนอาจบอกว่าขอแค่ของอร่อย ยังไงก็มีคนติด แต่เป้าหมายของการทำคืออยากให้อาหารของแต่ละที่เป็นที่กล่าวถึงเป็นทั้งของฝากที่เป็นตัวแทนของแต่ละบ้านๆ หรือแต่ละภูมิภาค ซึ่งไม่ใช่แค่คนในบ้านที่หาซื้อกินนะแต่คนต่างบ้านต่างถิ่นที่เขามาล่ะ นั่นคือเป้าหมายที่คุณนึกถึงใช่หรือไม่ หรือคนทำไม่เข้าใจเข้าใจคำว่าหน้าตา สัญลักษณ์....คงไม่มีใครไม่เข้าใจหรอก หากเคยไปญี่ปุ่นของฝากที่ขายกันที่สนามบินบ้านเขา(คล้ายกันทั้งโลกล่ะมั้ง) สิ่งที่ต้องซื้อเป็นของฝากเลยคือพวกขนมโมจิทั้งหลายไอ้รสชาติของขนมมันก็งั้นๆ อะนะ แต่ที่ทุกคนต้องซื้อมาฝากคนที่บ้านทุกที ก็เพราะอยากบอกให้รู้ว่าชั้นไปญี่ปุ่นมานะยะ และบางคนซื้อเพราะอยากได้เพจเกจกล่องอ่ะ บอกว่ามันสวยดี น่าเก็บอ่ะนะ....เฮ้อบ้านเรา 1ตำบล 1ผลิตภัณฑ์ ไทยกิน ไทยใช้ ไทยเจริญ...

คิถึงบะจ่างบ้านเรา
Photobucket
Photobucket
Photobucket

กาละแม ข้าวต้มลูกโยน
Photobucket
Photobucket
Photobucket
นี่ก้อ แหนม ถ้าเป็นบ้านเรานะ
Photobucket
ข้าวหลามหนองมน มาแล้วกั๊บ
Photobucket
Photobucket
Photobucket
นี่จะเป็นอะไรดีล่ะ
Photobucket
Photobucket
Photobucket

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551

ก้อนหินกระทบหัว(ก้อนสอง)



เคยมั้ย_ช่วงชีวิตลุยๆ ของคุณ ที่ใช้อย่างกับให้ผ่านไปวันๆ ด้วยเหตุผลภาระและหน้าที่
แล้วจู่ๆเหมือนโดนก้อนหินปาหัวอย่างจัง ชั่วแว้บนั้นเวลาและทุกสิ่งรอบตัวได้หยุดลง
มันเหมือนหยุดเพื่อให้คุณได้มองมองเข้าไปในหัวใจ เพื่อให้ฟังฟังเสียงหัวใจตัวเอง
ตอนนี้เสียงหัวใจกำลังเต้นเป็นจังหวะ แซมบ้า,วอลล์,บอลลูมช่า ช่า ช่า ไม่ใช่
ในเวลานี้คุณรู้สึกเหนื่อย อ่อนล้าใช่มั้ย ภาพบางภาพสว่างพร่าแล่นในห้วงความทรงจำ
กับบางภาพที่เคยอยากลืมหรือลืมไปแล้ว บางภาพที่ใจเคยโหยหาถูกวันเวลากลืนกิน
มีคำถามผุดขึ้นมากมายเราจะเดินทางมันต่อไป หรือหยุดมันไว้เพียงเท่านี้ อะไรคือสิ่งที่
เราต้องการที่สุด และอีกมากมาย จากคำถามที่ทำให้คุณรู้สึกว่าชีวิตเรามันช่างโดดเดี่ยว
ลมหายใจค่อยๆแผ่วผิว บางเบาลง กลับที่แจ่มชัดคือภาพในอดีตของคนที่คุณอยากเจอ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุด และยังเป็นเหตุการณ์ที่คุณพลาดที่สุดด้วยเช่นกัน ในวันที่คุณไม่ได้เอ่ย
บอกคำนั้นไป คำพูดที่ทำคุณปากหนักเอ่ยไม่ได้ คำทั่วๆไป "ขอโทษ" "ฉันรักคุณ"
"กลับมานะ อย่าจากฉันไปเลย" หรือเข้าโผกอดหอมแก้มเต็มๆซักฟอด ใครเหล่านั้นที่ไม่
เคยได้รับสิ่งเหล่านี้ เขาเป็นอย่างไรกันบ้าง ตอนนี้เขาอยู่ใหน เค้ายังจำสัญญาที่เคยกล่าวร่วมกันได้มั้ย
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คำพูดทะเลาะ เค้ายังจำได้มั้ย วันนั้นถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างวันนี้
ชั้นจะบอกรักไป ชั้นจะคุกเข่าขอร้องขอโทษ ชั้นจะโอบกอดไม่ให้เธอไปใหน
เพราะอะไรวันนั้น ถึงไม่แสดงออกความรู้สึกที่แท้จริงออกไป เพราะอะไร
ภาพอดีต บ้านเก่าแสนอันอบอุ่นที่ผุพัง พ่อแม่ที่ลาลับ รักที่ผิดหวัง จะรอให้คุณกลับไปอีกมั้ย
แต่สิ่งเหล่านี้ยังหอมหวานเสมอแม้เพียงในความทรงจำ
เพลงHana no na คือหินก้อนนั้น ที่หยุดโลกอันเปลือยเปล่าของเราแม้เพียงช่วงสั้นๆ ให้หวน
นึกถึง2-3 เหตุการณ์ ในชีวิตที่ผ่านมา แล้วช่วยปรับสายตาในการมองโลกของเราให้กว้างขึ้น
ในรายละเอียดของช่วงเหตุการณ์เหล่านั้น บางเหตุการณ์อยากทำที่สุดแต่ก็ไม่เกิดขึ้น และจะคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป ความทรงจำมีดีเสมอยามฉุคิด ค่าที่ทำความรู้สึกหวิวๆ อึ้งๆ
ทุกการเรียนรู้ ย่อมมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นก่อนเสมอ

ก้อนหินกระทบหัว(ก้อนแรก)

花の名

Hana no na

นามเเห่งดอกไม้ 

簡単なコトなのに どうして言えないんだろう?
kantan na koto nanoni doushite ienain darou?
เรื่องง่ายๆ ทำไมถึงเอ๋ยออกไปไม่ได้?

言えないコトなのに どうして伝わるんだろう?
ienai koto nanoni doushite tsutawarundarou?
เรื่องที่เอ๋ยไปไม่ได้ ทำไมถึงสื่อออกไปได้ล่ะ?

一緒に見た空を忘れても
isshoni mita sora wo wasuretemo
เเม้เธอจะลืมท้องฟ้าที่เราเคยมองด้วยกัน

一緒にいたコトは忘れない
isshoni ita koto wa wasurenai
เเต่ชั้นไม่เคยลืมเรื่องที่เราเคยอยู่ด้วยกัน

あなたが花なら 
anata ga hana nara
หากเปรียบเธอได้กับดอกไม้

たくさんのそれらと変わりないのかもしれない
takusan no soreta to kawarinai nokamoshirenai
คงไม่ต่างอะไร กับที่มีมากมายหลายหลาก

そこから一つを選らんだ
sokokara hitotsu wo eranda
ลองเลือกมาสักอย่างนึง

僕だけに歌える歌がある
bokudakeni utaeru uta ga aru
จะมีเพลงที่ร้องให้ชั้นเท่านั้น

あなただけに聞こえる歌がある
anata dakeni kikoeru uta ga aru
เเละมีคุณเพียงคนเดียวที่ได้ยิน

僕がココにあることは あなたのあった証拠で
boku ga koko ni aru koto wa anata no atta shoukode
เรื่องที่ยังมีชั้นอยู่ตรงนี้ เหมือนเป็นหลักฐานว่ายังมีคุณอย

僕がここに置く歌は あなたと置いた証拠で
boku ga koko ni oku uta wa anata to oita shoukode
เพลงที่ชั้นฝากไว้ตรงนี้ เหมือนเป็นหลักฐานว่าคุณได้ให้ไว

生きる力を借りたから
ikiru chikara wo karita kara
เพราะชั้นขอพลังเเห่งชีวิตมา

生きているうちに返さなきゃ
ikiteiru utchini kasanakya
ก็ต้องคืนในตอนที่ยังอยู่

涙や笑顔を忘れたときだけおもいだしてください
namida ya egato wo wasureta toki dake omoidashite kudasai
ยามที่เธอลืม รอยยิ้ม คราบน้ำตา ขอได้โปรดจงนึกถึงกันด้วยเถอะ

同じ苦しみに迷った
onaji kurishimini mayotta
เเม้ยังสับสนกับความเจ็บช้ำ ซ้ำๆเดิมๆ

僕だけに歌える歌がある
bokudakeni utaeru uta ga aru
ยังมีเพลงที่ร้องให้ชั้นเท่านั้น

あなただけに聞こえる歌がある
anata dakeni kikoeru uta ga aru
เเละมีคุณเพียงคนเดียว ที่ได้ยิน

みんな会いたい人がいる
minna aitai hito ga iru
มีคนที่พวกเราอยากพบ

みんな待っている人がいる
minna matteiru hito ga iru
มีคนที่พวกเรารออยู

会いたい人がいるのなら
aitai hito ga iru no nara
หากยังมีคนที่อยากพบ

それを待っている人がいる いつでも
sore wo matteiru hito ga iru itudemo
ก็จะยังมีคนรออยู่ เสมอมา

あなたが花なら 
anata ga hana nara
หากเปรียบเธอได้กับดอกไม้

たくさんのそれらと変わりないのかもしれない
takusan no soreta to kawarinai nokamoshirenai
คงไม่ต่างอะไร กับที่มีมากมายหลายหลาก

そこから一つを選んだ 僕だけにあなただけに いつか
sokokara hitotsu wo eranda bokudakeni utaeru uta ga aru
ลองเลือกมาสักอย่า่งนึง เพื่อผมคนเดียวเเละคุณเท่านั้น สักครั้ง

涙や笑顔を忘れたときだけ おもいだしてください
namida ya egato wo wasureta toki dake omoidashite kudasai
ยามที่เธอลืม รอยยิ้ม คราบน้ำตา ขอได้โปรดจงนึกถึงกันด้วยเถอะ

迷わずひとつを選んだ
wayowazu hitotsu wo eranda
เลือกสักอย่าง โดยไม่ต้องลังเล

あなただけに歌える歌がある
anata dakeni utaeru uta ga aru
จะมีเพลงที่ร้องให้คุณเท่านั้น

僕だけに聞こえる歌がある
boku dakeni kikoeru uta ga aru
เเละเป็นเพลงที่ผมคนเดียวที่ได้ยิน

僕だけを待ってる人がいる
bokudake wo matteru hito ga iru
ยังมีคนที่รอผมอยู่เท่านั้น

あなただけに会いたい人がいる
anatadakeni aitai hito ga iru
ยังมีคนที่อยากเจอคุณเเค่คนเดียว

ชีวิตเข้าจังหวะ

ทุกคนเคยเข้าจังหวะ กิจกรรมเข้าจังหวะ ,เต้นเข้าจังหวะ,เดินเข้าจังหวะ ,ชีวิตเข้าจังหวะ คงจะสนุกดี ก็ชีวิตเข้าจังหวะไงอ่านแบบไม่คิดอะไรเลย ชีวิตเข้าจังหวะ รัวๆเร็วๆ มันคงเป็นชีวิตที่มีแต่ความสนุก มีสีสัน เสีบงหัวเราะ
ยักย้ายส่ายหัว เออ......
แล้วมันใช่อย่างนั้นจริงๆเหรอ ถ้าชีวิตมันคือการขับเคลื่อนตัวตนให้เป็นไปตามทาง ทางของใคร ไม่ใช่ทางใครทางมัน มันคือทางของเราของตัวเอง ลมหายใจที่เข้าออกคงมีน้อยคนที่ชอบหาเหตุผล หายใจเพื่ออะไร คงไม่มีความหมายเท่าลมหายใจที่เราสูดเข้าไปทำให้เกิดอะไรดีขึ้นในชีวิตหรือยัง คงเคยได้ยินคำกล่าวประมาณว่า พระเจ้าประทานของ 2สิ่งมาเท่าๆกันแก่มนุษย์ 1.นั้นคือเวลา 2.นั้นคือความคิด เออขอโก้หน่อยเรียกว่าความฝันละกัน
คงมีคนเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างแต่มันก็เท่านั้น เพราะยังไง2สิ่งนี้ก็เป็นอุปกรณ์ในการขับเคลื่อนชีวิตเราอยู่ดี
เวลากับสมองจะเท่าไม่เท่า สุดท้ายชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป
และวันที่ดีที่สุดของเราก็จะถูก เมมโมรี่ไว้ในความทรงจำส่วนเรื่องร้ายๆก็จะกลายเป็นของเสียถูกขับถ่ายออกทางน้ำตา,ทางคำนินทา,ทางลมหายใจที่อยากถอนวินาทีอันเลวร้ายออกไป มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เรื่องทั้งดีและร้ายสุดท้ายมันก็จะผ่านไป ไม่ได้ต้องการมาให้กำลังใจกับตัวเองหรือใครๆนะ เรื่องของชีวิตมันก็มีเท่านี้จริงๆ แต่เรื่องของจังหวะชีวิตน่ะ เร็วๆนี้เราเพิ่งมาเจอกับตัวแล้วคิดได้ว่ามันไม่แน่นอน เราจึงคิดแล้วว่าต่อไปก่อนที่จะกล่าวออกไปว่าชั้นจะต้องไม่มีทางทำอย่างนั้นอย่างนี้แน่ๆ หรือถ้าเป็นชั้น ชั้นจะไม่ทำมันหรอกอะไรทำนองนี้ ซึ่งมานั่งคิดเอาเองเลยว่า
ที่เคยพูด ไว้มันคือการรู้เท่าไม่รู้ ของคนที่มองโลกแคบๆ เราจะไปรู้ได้ยังไงในวันที่เหตุการณ์บางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา มีหลายสิ่งที่ถูกรวบยอดเช็คบิล จนทำเอาตัวเองซึมจ๋อย กับเรื่องโง่ๆที่ ไม่คิดจะทำทั้งหมดวันนี้ทำไมเรากลับทำมันวะ เคยอ่านเจอ เค้าว่ากันว่าชีวิตคนเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 7ปี รอบที่ผ่านมาก็พิสูจน์คำกล่าวนี้ได้จริงๆมันเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ที่หักเหชีวิตเลยก็ว่าได้ ทุกๆ7ปี เออไม่ใช่เลิกกับแฟนหรอกน่า แต่ไอ้หลายเหตุการณ์ที่ไม่เคยคิดจะทำแต่พอทำไปแล้วเพิ่งมานึกถึงคำพูดของตัวเองได้ว่าจะไม่ทำเนี่ย มันขำว่ะ ขำในความเขลาของตัวเองนัก เช่นที่เคยบอกกับตัวเองว่ากูจะไม่สูบบุหรี่ เหตผล.... บรา..บรา..บรา...(รับรองไม่ได้คำนึงถึงข้อความหน้าซองเลยซักนิด สูบทำไม สูบแล้วเท่ส์ เหรอก็ไม่ใช่) ด่าเขาไว้เพียบ เหอ เหอ เอนี่ไม่ใช่การสารภาพผิดของคนเพิ่งดูดบุหรี่หรอก เอามายกตัวอย่างไว้เท่านั้น ชีวิตมันเหมือนนั่งรถไฟเลยโดนเหวี่ยงบ้าง กระชากบ้างอันตัวเราก็สาเหตุหนึ่ง แต่เราเชื่อว่ามันไม่ใช่เราเองทั้งหมดที่ทำให้ชีวิตคนเราเป็นเช่นนี้ เรามีความเชื่อที่ว่ามันเป็นผลมาจากสายลมของการกระทำที่เป็นระลอกคลื่นด้วยส่วนหนึ่ง เคยได้ยินคำว่าButterfly Effectมั้ยนั่นล่ะมันคือที่มาของโชคชะตาทั้งหมดที่คนทั้งโลกกำหนดร่วมกัน อึ๋ยมีคนเริ่มหาว เริ่มว่าเราเครียดละ เออมันก็ความเชื่อส่วนบุคคลอ่ะนะ ยาว ยืด ใช้ชีวิตเพื่อกำหนดจังหวะชีวิตให้ตัวเอง เท่าที่ตัวเราพอทำได้ดีกว่า อย่าคิดมากลงลึกในรายละเอียดในเรื่องราวต่างๆที่กำลังจะผ่านไปมากเลยมองชีวิตเป็นจังหวะสิ พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น

WHO AM I

ช่างน่ายินดีกระไรหนอที่ข้าพเจ้าจะได้ข้ามเส้นแบ่งกันพรมแดน
มนุษย์ผู้พเนจรได้กลับเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ไปในหลายด้าน
เช่นเดียวกับชาวเหล่าผู้เลี้ยงสัตว์ซึ่งเร่รอนไปเรื่อยๆ เช่นชาวเบดูอิน
มีความดึกดำบรรพ์มากกว่าชาวนา หรือผู้ปักหลักแห่ง โอเอซิส
หากคนจำนวนมากเกลียดชังพรมแดนเช่นเดียวกันกับข้าพเจ้าแล้ว
สงครามและพันธนาการทั้งหลายแหล่คงจะต้องปลาสนาไป

ข้าพเจ้าได้สูญเสียเวลาไปตั้งครึ่งค่อนชีวิต
ข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นในสื่งที่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็น
ข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นทั้งกวีและชนชั้นกลางในเวลาเดียวกัน
ข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นศิลปินและมนุษญ์แห่งความเพ้อฝัน
แต่ข้าพเจ้าก็อยากเป็นคนดี อยากเป็นคนที่อยู่กับเหย้ากับเรือน
มันเป็นอย่างนี้มาเนิ่นนาน จนกระทั่งข้าพเจ้าตระหนักว่า
มนุษย์ไม่สามารถเป็นทั้งสองอย่างหรือมีทั้งสองสิ่ง

ข้าพเจ้าเป็นผู้พเนจร หาใช่ชาวนาไม่
ข้าพเจ้าเป็นผู้แสวงหามิใช่ผู้สะสม

ผู้พเนจรโดยแท้จะต้องไม่ห่วงคิดถึงบ้าน
แต่ข้าพเจ้ารู้ดีว่าข้าพเจ้าไม่ใช่มนุษย์สมบูรณ์เยี่ยงนั้น
และข้าพเจ้าจะไม่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความสมบูรณ์อีกด้วย
ข้าพเจ้าใคร่ลิ้มรสของความคิดถึงบ้าน
เช่นเดียวกับข้าพเจ้าได้ลิ้มรสชาดของความเพลิดเพลินใจ

จาก พเนจร (The Wanderer) โดย Herman Hessa


เราจะเกลียดตัวเองมั้ยถ้าเลือกตามใจตัวเอง เป็นการทิ้งครอบครัว ทิ้งความผูกพันธ์ที่ไม่เคยรู้สึก
และเดินไปตามทางที่ใจฝัน แต่ก่อนที่จะรู้สึกเกลียดตัวเองนั้น จะนับหาคนที่เข้าใจเราได้กี่คน การออกมาจาก
โลกใบเก่าที่อยู่มาเกือบทั้งชีวิต เป็นการเสี่ยงไปมั้ย เสี่ยงกับสิ่งที่ไม่รู้ของโลกใบใหม่
โลกใบใหม่ที่หวั่นไหวเสมอยามแรกรู้จัก แต่มีเสนห์่ชวนเข้าไปลิ้มลองเสมอ ความคิดความอยากสัมผัสกับสิ่งที่แตกต่าง
ออกไปเป็นความท้าทายสิ่งไม่รู้ ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นอาการของหนุ่มสาวที่ปีกเริ่มแข็งหรือเปล่า อยากโบยบิน ลองมองโลกในมุม
ของตัวเองพิสูจน์ความเชื่อที่ผู้ใหญ่กล่าวๆกันมา
ถ้าเห็นจุดจบ ปลายทางของอุโมงค์ที่ได้เลือกระหว่างโลกที่ตัวเองเชื่อ ผลของมันคุณได้เห็นตัวเองอยู่เพียงลำพัง ไมีมี
คนข้างหลังตัดขาดซึ่งอดีต ที่มา คุณเป็นประชากรคนเดียวในโลกใบนี้ หรือ เส้นทางที่กำลังจะทิ้งมันไปนี้ อันที่โลกใบที่แสน
คุ้นเคย ปลอดภัย แต่เป็นโลกที่คุณเลือกอะไรไม่ได้เลย เดิน นั่ง เข้าแถว ตามเส้นทางที่ถูกสร้างเอาไว้แล้วความเป็นและความตาย
ดูจะไม่มีเส้นแบ่ง อาจประสบความสำเร็จ รุ่งโรจน์ แต่หายใจได้อย่างไม่เต็มปอด
ศีลธรรม จารีตประเพณี คือสิ่งกำหนดความถูกต้อง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนเกิดก่อนสร้างขึ้นมานี่ เส้นทางที่ถูกสร้างเพื่อกำหนดให้
เดินตาม หากเราจะเลือกไม่เชื่อไม่ตามในสิ่งที่คนหมู่มากเชื่อ ความผิดบาปจะทำร้ายเราแค่ใหน เราต้องทำยังไงเพื่อล้างทิ้ง
มันไปได้ วันนี้ขาเราแข็งพอหรือเปล่า วิ่งได้เร็วแค่ใหนกัน ต้องพึ่งแขน ขาหรือปากจากใครหรือเปล่าเป็นคำถามที่ใช้เป็นคำตอบ
ของทางเลือก สิ่งสำคัญเมื่อแรกบินคือความกลัว กลัวที่จะกระโดดออกไปไกลกว่าที่ตัวเองคุ้นเคย กลัวความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง
กลัวความโดดเดี่ยวที่จะตามมา ประเด็นคือวันนี้ตอบตัวเองได้หรือยังว่าต้องการอะไร ค้นพบสิ่งที่ปรารถนาที่จะเป็นหรือโลกใบที่
ไม่กลมของตัวเองเจอหรือยัง
หนทางชีวิตของเช กูวาราผู้เลือกเดินบนทางที่ตน ยึดมั่นและเชื่อถือ และไปไกลเกินกว่าที่ใครคิดว่า วันหนึ่งเขาจะสร้างโลก
ที่เขาเชื่อและให้คนอื่นเดินตามกลายเป็นผู้กำหนดให้คนหมู่มากเชื่อมั่น และปฏิบัติตาม หรือโลกที่ทิมโมธี เทรดเวลล์ หลงใหล
มีสิ่งที่เขารักหมดใจ
ทิมโมธีไม่เพียงทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี เขาไปไกลกว่านั้นเช่นเช ทิโมธีทิ้งรูปกายเพราะ เชื่อว่าตัวเองคือความผิดพลาด เขารู้ว่าเขาคือหมีในร่างคน ไม่มีใครรู้ว่าทั้ง 2 อยากถูกเรียกว่าฮีโร่ หรือไม่ หรืออยากให้
จุดจบเป็นที่เล่าขาน ใครจะรู้พวกเขาแค่ข้ามผ่านกรอบทางบริบทของสังคม ไม่เชื่อว่ามีฝั่งความดีและความชั่ว เพราะนั่นเป็นเพียง
คำๆ หนึ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเรียกกันเอง การดำรงอยู่ซึ่งตัวตนต่างหากที่ถูกค้นพบ ก่อนจะพวกเขาจะเลือกทางเดินแม้ว่า
วันหนึ่งจุดจบของสิ่งที่เลือกอาจไม่มีใครได้คาดคิด นั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าพวกเขาไม่แยแสฉากจบนี่เลย
มนุษย์โชคดีเหลือเกินที่มีโอกาสได้เลือก และบางครั้งทางที่เลือกมันไม่ใช่ก็ยังมีที่ให้ยูเทรินกลับ ดังนั้นอย่าได้ตีโพยตีพาย
กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตนี่เลย