วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551

ก้อนหินกระทบหัว(ก้อนสอง)



เคยมั้ย_ช่วงชีวิตลุยๆ ของคุณ ที่ใช้อย่างกับให้ผ่านไปวันๆ ด้วยเหตุผลภาระและหน้าที่
แล้วจู่ๆเหมือนโดนก้อนหินปาหัวอย่างจัง ชั่วแว้บนั้นเวลาและทุกสิ่งรอบตัวได้หยุดลง
มันเหมือนหยุดเพื่อให้คุณได้มองมองเข้าไปในหัวใจ เพื่อให้ฟังฟังเสียงหัวใจตัวเอง
ตอนนี้เสียงหัวใจกำลังเต้นเป็นจังหวะ แซมบ้า,วอลล์,บอลลูมช่า ช่า ช่า ไม่ใช่
ในเวลานี้คุณรู้สึกเหนื่อย อ่อนล้าใช่มั้ย ภาพบางภาพสว่างพร่าแล่นในห้วงความทรงจำ
กับบางภาพที่เคยอยากลืมหรือลืมไปแล้ว บางภาพที่ใจเคยโหยหาถูกวันเวลากลืนกิน
มีคำถามผุดขึ้นมากมายเราจะเดินทางมันต่อไป หรือหยุดมันไว้เพียงเท่านี้ อะไรคือสิ่งที่
เราต้องการที่สุด และอีกมากมาย จากคำถามที่ทำให้คุณรู้สึกว่าชีวิตเรามันช่างโดดเดี่ยว
ลมหายใจค่อยๆแผ่วผิว บางเบาลง กลับที่แจ่มชัดคือภาพในอดีตของคนที่คุณอยากเจอ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุด และยังเป็นเหตุการณ์ที่คุณพลาดที่สุดด้วยเช่นกัน ในวันที่คุณไม่ได้เอ่ย
บอกคำนั้นไป คำพูดที่ทำคุณปากหนักเอ่ยไม่ได้ คำทั่วๆไป "ขอโทษ" "ฉันรักคุณ"
"กลับมานะ อย่าจากฉันไปเลย" หรือเข้าโผกอดหอมแก้มเต็มๆซักฟอด ใครเหล่านั้นที่ไม่
เคยได้รับสิ่งเหล่านี้ เขาเป็นอย่างไรกันบ้าง ตอนนี้เขาอยู่ใหน เค้ายังจำสัญญาที่เคยกล่าวร่วมกันได้มั้ย
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คำพูดทะเลาะ เค้ายังจำได้มั้ย วันนั้นถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างวันนี้
ชั้นจะบอกรักไป ชั้นจะคุกเข่าขอร้องขอโทษ ชั้นจะโอบกอดไม่ให้เธอไปใหน
เพราะอะไรวันนั้น ถึงไม่แสดงออกความรู้สึกที่แท้จริงออกไป เพราะอะไร
ภาพอดีต บ้านเก่าแสนอันอบอุ่นที่ผุพัง พ่อแม่ที่ลาลับ รักที่ผิดหวัง จะรอให้คุณกลับไปอีกมั้ย
แต่สิ่งเหล่านี้ยังหอมหวานเสมอแม้เพียงในความทรงจำ
เพลงHana no na คือหินก้อนนั้น ที่หยุดโลกอันเปลือยเปล่าของเราแม้เพียงช่วงสั้นๆ ให้หวน
นึกถึง2-3 เหตุการณ์ ในชีวิตที่ผ่านมา แล้วช่วยปรับสายตาในการมองโลกของเราให้กว้างขึ้น
ในรายละเอียดของช่วงเหตุการณ์เหล่านั้น บางเหตุการณ์อยากทำที่สุดแต่ก็ไม่เกิดขึ้น และจะคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป ความทรงจำมีดีเสมอยามฉุคิด ค่าที่ทำความรู้สึกหวิวๆ อึ้งๆ
ทุกการเรียนรู้ ย่อมมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นก่อนเสมอ

ก้อนหินกระทบหัว(ก้อนแรก)

花の名

Hana no na

นามเเห่งดอกไม้ 

簡単なコトなのに どうして言えないんだろう?
kantan na koto nanoni doushite ienain darou?
เรื่องง่ายๆ ทำไมถึงเอ๋ยออกไปไม่ได้?

言えないコトなのに どうして伝わるんだろう?
ienai koto nanoni doushite tsutawarundarou?
เรื่องที่เอ๋ยไปไม่ได้ ทำไมถึงสื่อออกไปได้ล่ะ?

一緒に見た空を忘れても
isshoni mita sora wo wasuretemo
เเม้เธอจะลืมท้องฟ้าที่เราเคยมองด้วยกัน

一緒にいたコトは忘れない
isshoni ita koto wa wasurenai
เเต่ชั้นไม่เคยลืมเรื่องที่เราเคยอยู่ด้วยกัน

あなたが花なら 
anata ga hana nara
หากเปรียบเธอได้กับดอกไม้

たくさんのそれらと変わりないのかもしれない
takusan no soreta to kawarinai nokamoshirenai
คงไม่ต่างอะไร กับที่มีมากมายหลายหลาก

そこから一つを選らんだ
sokokara hitotsu wo eranda
ลองเลือกมาสักอย่างนึง

僕だけに歌える歌がある
bokudakeni utaeru uta ga aru
จะมีเพลงที่ร้องให้ชั้นเท่านั้น

あなただけに聞こえる歌がある
anata dakeni kikoeru uta ga aru
เเละมีคุณเพียงคนเดียวที่ได้ยิน

僕がココにあることは あなたのあった証拠で
boku ga koko ni aru koto wa anata no atta shoukode
เรื่องที่ยังมีชั้นอยู่ตรงนี้ เหมือนเป็นหลักฐานว่ายังมีคุณอย

僕がここに置く歌は あなたと置いた証拠で
boku ga koko ni oku uta wa anata to oita shoukode
เพลงที่ชั้นฝากไว้ตรงนี้ เหมือนเป็นหลักฐานว่าคุณได้ให้ไว

生きる力を借りたから
ikiru chikara wo karita kara
เพราะชั้นขอพลังเเห่งชีวิตมา

生きているうちに返さなきゃ
ikiteiru utchini kasanakya
ก็ต้องคืนในตอนที่ยังอยู่

涙や笑顔を忘れたときだけおもいだしてください
namida ya egato wo wasureta toki dake omoidashite kudasai
ยามที่เธอลืม รอยยิ้ม คราบน้ำตา ขอได้โปรดจงนึกถึงกันด้วยเถอะ

同じ苦しみに迷った
onaji kurishimini mayotta
เเม้ยังสับสนกับความเจ็บช้ำ ซ้ำๆเดิมๆ

僕だけに歌える歌がある
bokudakeni utaeru uta ga aru
ยังมีเพลงที่ร้องให้ชั้นเท่านั้น

あなただけに聞こえる歌がある
anata dakeni kikoeru uta ga aru
เเละมีคุณเพียงคนเดียว ที่ได้ยิน

みんな会いたい人がいる
minna aitai hito ga iru
มีคนที่พวกเราอยากพบ

みんな待っている人がいる
minna matteiru hito ga iru
มีคนที่พวกเรารออยู

会いたい人がいるのなら
aitai hito ga iru no nara
หากยังมีคนที่อยากพบ

それを待っている人がいる いつでも
sore wo matteiru hito ga iru itudemo
ก็จะยังมีคนรออยู่ เสมอมา

あなたが花なら 
anata ga hana nara
หากเปรียบเธอได้กับดอกไม้

たくさんのそれらと変わりないのかもしれない
takusan no soreta to kawarinai nokamoshirenai
คงไม่ต่างอะไร กับที่มีมากมายหลายหลาก

そこから一つを選んだ 僕だけにあなただけに いつか
sokokara hitotsu wo eranda bokudakeni utaeru uta ga aru
ลองเลือกมาสักอย่า่งนึง เพื่อผมคนเดียวเเละคุณเท่านั้น สักครั้ง

涙や笑顔を忘れたときだけ おもいだしてください
namida ya egato wo wasureta toki dake omoidashite kudasai
ยามที่เธอลืม รอยยิ้ม คราบน้ำตา ขอได้โปรดจงนึกถึงกันด้วยเถอะ

迷わずひとつを選んだ
wayowazu hitotsu wo eranda
เลือกสักอย่าง โดยไม่ต้องลังเล

あなただけに歌える歌がある
anata dakeni utaeru uta ga aru
จะมีเพลงที่ร้องให้คุณเท่านั้น

僕だけに聞こえる歌がある
boku dakeni kikoeru uta ga aru
เเละเป็นเพลงที่ผมคนเดียวที่ได้ยิน

僕だけを待ってる人がいる
bokudake wo matteru hito ga iru
ยังมีคนที่รอผมอยู่เท่านั้น

あなただけに会いたい人がいる
anatadakeni aitai hito ga iru
ยังมีคนที่อยากเจอคุณเเค่คนเดียว

ชีวิตเข้าจังหวะ

ทุกคนเคยเข้าจังหวะ กิจกรรมเข้าจังหวะ ,เต้นเข้าจังหวะ,เดินเข้าจังหวะ ,ชีวิตเข้าจังหวะ คงจะสนุกดี ก็ชีวิตเข้าจังหวะไงอ่านแบบไม่คิดอะไรเลย ชีวิตเข้าจังหวะ รัวๆเร็วๆ มันคงเป็นชีวิตที่มีแต่ความสนุก มีสีสัน เสีบงหัวเราะ
ยักย้ายส่ายหัว เออ......
แล้วมันใช่อย่างนั้นจริงๆเหรอ ถ้าชีวิตมันคือการขับเคลื่อนตัวตนให้เป็นไปตามทาง ทางของใคร ไม่ใช่ทางใครทางมัน มันคือทางของเราของตัวเอง ลมหายใจที่เข้าออกคงมีน้อยคนที่ชอบหาเหตุผล หายใจเพื่ออะไร คงไม่มีความหมายเท่าลมหายใจที่เราสูดเข้าไปทำให้เกิดอะไรดีขึ้นในชีวิตหรือยัง คงเคยได้ยินคำกล่าวประมาณว่า พระเจ้าประทานของ 2สิ่งมาเท่าๆกันแก่มนุษย์ 1.นั้นคือเวลา 2.นั้นคือความคิด เออขอโก้หน่อยเรียกว่าความฝันละกัน
คงมีคนเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างแต่มันก็เท่านั้น เพราะยังไง2สิ่งนี้ก็เป็นอุปกรณ์ในการขับเคลื่อนชีวิตเราอยู่ดี
เวลากับสมองจะเท่าไม่เท่า สุดท้ายชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป
และวันที่ดีที่สุดของเราก็จะถูก เมมโมรี่ไว้ในความทรงจำส่วนเรื่องร้ายๆก็จะกลายเป็นของเสียถูกขับถ่ายออกทางน้ำตา,ทางคำนินทา,ทางลมหายใจที่อยากถอนวินาทีอันเลวร้ายออกไป มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เรื่องทั้งดีและร้ายสุดท้ายมันก็จะผ่านไป ไม่ได้ต้องการมาให้กำลังใจกับตัวเองหรือใครๆนะ เรื่องของชีวิตมันก็มีเท่านี้จริงๆ แต่เรื่องของจังหวะชีวิตน่ะ เร็วๆนี้เราเพิ่งมาเจอกับตัวแล้วคิดได้ว่ามันไม่แน่นอน เราจึงคิดแล้วว่าต่อไปก่อนที่จะกล่าวออกไปว่าชั้นจะต้องไม่มีทางทำอย่างนั้นอย่างนี้แน่ๆ หรือถ้าเป็นชั้น ชั้นจะไม่ทำมันหรอกอะไรทำนองนี้ ซึ่งมานั่งคิดเอาเองเลยว่า
ที่เคยพูด ไว้มันคือการรู้เท่าไม่รู้ ของคนที่มองโลกแคบๆ เราจะไปรู้ได้ยังไงในวันที่เหตุการณ์บางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา มีหลายสิ่งที่ถูกรวบยอดเช็คบิล จนทำเอาตัวเองซึมจ๋อย กับเรื่องโง่ๆที่ ไม่คิดจะทำทั้งหมดวันนี้ทำไมเรากลับทำมันวะ เคยอ่านเจอ เค้าว่ากันว่าชีวิตคนเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 7ปี รอบที่ผ่านมาก็พิสูจน์คำกล่าวนี้ได้จริงๆมันเป็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ที่หักเหชีวิตเลยก็ว่าได้ ทุกๆ7ปี เออไม่ใช่เลิกกับแฟนหรอกน่า แต่ไอ้หลายเหตุการณ์ที่ไม่เคยคิดจะทำแต่พอทำไปแล้วเพิ่งมานึกถึงคำพูดของตัวเองได้ว่าจะไม่ทำเนี่ย มันขำว่ะ ขำในความเขลาของตัวเองนัก เช่นที่เคยบอกกับตัวเองว่ากูจะไม่สูบบุหรี่ เหตผล.... บรา..บรา..บรา...(รับรองไม่ได้คำนึงถึงข้อความหน้าซองเลยซักนิด สูบทำไม สูบแล้วเท่ส์ เหรอก็ไม่ใช่) ด่าเขาไว้เพียบ เหอ เหอ เอนี่ไม่ใช่การสารภาพผิดของคนเพิ่งดูดบุหรี่หรอก เอามายกตัวอย่างไว้เท่านั้น ชีวิตมันเหมือนนั่งรถไฟเลยโดนเหวี่ยงบ้าง กระชากบ้างอันตัวเราก็สาเหตุหนึ่ง แต่เราเชื่อว่ามันไม่ใช่เราเองทั้งหมดที่ทำให้ชีวิตคนเราเป็นเช่นนี้ เรามีความเชื่อที่ว่ามันเป็นผลมาจากสายลมของการกระทำที่เป็นระลอกคลื่นด้วยส่วนหนึ่ง เคยได้ยินคำว่าButterfly Effectมั้ยนั่นล่ะมันคือที่มาของโชคชะตาทั้งหมดที่คนทั้งโลกกำหนดร่วมกัน อึ๋ยมีคนเริ่มหาว เริ่มว่าเราเครียดละ เออมันก็ความเชื่อส่วนบุคคลอ่ะนะ ยาว ยืด ใช้ชีวิตเพื่อกำหนดจังหวะชีวิตให้ตัวเอง เท่าที่ตัวเราพอทำได้ดีกว่า อย่าคิดมากลงลึกในรายละเอียดในเรื่องราวต่างๆที่กำลังจะผ่านไปมากเลยมองชีวิตเป็นจังหวะสิ พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น

WHO AM I

ช่างน่ายินดีกระไรหนอที่ข้าพเจ้าจะได้ข้ามเส้นแบ่งกันพรมแดน
มนุษย์ผู้พเนจรได้กลับเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ไปในหลายด้าน
เช่นเดียวกับชาวเหล่าผู้เลี้ยงสัตว์ซึ่งเร่รอนไปเรื่อยๆ เช่นชาวเบดูอิน
มีความดึกดำบรรพ์มากกว่าชาวนา หรือผู้ปักหลักแห่ง โอเอซิส
หากคนจำนวนมากเกลียดชังพรมแดนเช่นเดียวกันกับข้าพเจ้าแล้ว
สงครามและพันธนาการทั้งหลายแหล่คงจะต้องปลาสนาไป

ข้าพเจ้าได้สูญเสียเวลาไปตั้งครึ่งค่อนชีวิต
ข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นในสื่งที่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็น
ข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นทั้งกวีและชนชั้นกลางในเวลาเดียวกัน
ข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นศิลปินและมนุษญ์แห่งความเพ้อฝัน
แต่ข้าพเจ้าก็อยากเป็นคนดี อยากเป็นคนที่อยู่กับเหย้ากับเรือน
มันเป็นอย่างนี้มาเนิ่นนาน จนกระทั่งข้าพเจ้าตระหนักว่า
มนุษย์ไม่สามารถเป็นทั้งสองอย่างหรือมีทั้งสองสิ่ง

ข้าพเจ้าเป็นผู้พเนจร หาใช่ชาวนาไม่
ข้าพเจ้าเป็นผู้แสวงหามิใช่ผู้สะสม

ผู้พเนจรโดยแท้จะต้องไม่ห่วงคิดถึงบ้าน
แต่ข้าพเจ้ารู้ดีว่าข้าพเจ้าไม่ใช่มนุษย์สมบูรณ์เยี่ยงนั้น
และข้าพเจ้าจะไม่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความสมบูรณ์อีกด้วย
ข้าพเจ้าใคร่ลิ้มรสของความคิดถึงบ้าน
เช่นเดียวกับข้าพเจ้าได้ลิ้มรสชาดของความเพลิดเพลินใจ

จาก พเนจร (The Wanderer) โดย Herman Hessa


เราจะเกลียดตัวเองมั้ยถ้าเลือกตามใจตัวเอง เป็นการทิ้งครอบครัว ทิ้งความผูกพันธ์ที่ไม่เคยรู้สึก
และเดินไปตามทางที่ใจฝัน แต่ก่อนที่จะรู้สึกเกลียดตัวเองนั้น จะนับหาคนที่เข้าใจเราได้กี่คน การออกมาจาก
โลกใบเก่าที่อยู่มาเกือบทั้งชีวิต เป็นการเสี่ยงไปมั้ย เสี่ยงกับสิ่งที่ไม่รู้ของโลกใบใหม่
โลกใบใหม่ที่หวั่นไหวเสมอยามแรกรู้จัก แต่มีเสนห์่ชวนเข้าไปลิ้มลองเสมอ ความคิดความอยากสัมผัสกับสิ่งที่แตกต่าง
ออกไปเป็นความท้าทายสิ่งไม่รู้ ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นอาการของหนุ่มสาวที่ปีกเริ่มแข็งหรือเปล่า อยากโบยบิน ลองมองโลกในมุม
ของตัวเองพิสูจน์ความเชื่อที่ผู้ใหญ่กล่าวๆกันมา
ถ้าเห็นจุดจบ ปลายทางของอุโมงค์ที่ได้เลือกระหว่างโลกที่ตัวเองเชื่อ ผลของมันคุณได้เห็นตัวเองอยู่เพียงลำพัง ไมีมี
คนข้างหลังตัดขาดซึ่งอดีต ที่มา คุณเป็นประชากรคนเดียวในโลกใบนี้ หรือ เส้นทางที่กำลังจะทิ้งมันไปนี้ อันที่โลกใบที่แสน
คุ้นเคย ปลอดภัย แต่เป็นโลกที่คุณเลือกอะไรไม่ได้เลย เดิน นั่ง เข้าแถว ตามเส้นทางที่ถูกสร้างเอาไว้แล้วความเป็นและความตาย
ดูจะไม่มีเส้นแบ่ง อาจประสบความสำเร็จ รุ่งโรจน์ แต่หายใจได้อย่างไม่เต็มปอด
ศีลธรรม จารีตประเพณี คือสิ่งกำหนดความถูกต้อง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนเกิดก่อนสร้างขึ้นมานี่ เส้นทางที่ถูกสร้างเพื่อกำหนดให้
เดินตาม หากเราจะเลือกไม่เชื่อไม่ตามในสิ่งที่คนหมู่มากเชื่อ ความผิดบาปจะทำร้ายเราแค่ใหน เราต้องทำยังไงเพื่อล้างทิ้ง
มันไปได้ วันนี้ขาเราแข็งพอหรือเปล่า วิ่งได้เร็วแค่ใหนกัน ต้องพึ่งแขน ขาหรือปากจากใครหรือเปล่าเป็นคำถามที่ใช้เป็นคำตอบ
ของทางเลือก สิ่งสำคัญเมื่อแรกบินคือความกลัว กลัวที่จะกระโดดออกไปไกลกว่าที่ตัวเองคุ้นเคย กลัวความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง
กลัวความโดดเดี่ยวที่จะตามมา ประเด็นคือวันนี้ตอบตัวเองได้หรือยังว่าต้องการอะไร ค้นพบสิ่งที่ปรารถนาที่จะเป็นหรือโลกใบที่
ไม่กลมของตัวเองเจอหรือยัง
หนทางชีวิตของเช กูวาราผู้เลือกเดินบนทางที่ตน ยึดมั่นและเชื่อถือ และไปไกลเกินกว่าที่ใครคิดว่า วันหนึ่งเขาจะสร้างโลก
ที่เขาเชื่อและให้คนอื่นเดินตามกลายเป็นผู้กำหนดให้คนหมู่มากเชื่อมั่น และปฏิบัติตาม หรือโลกที่ทิมโมธี เทรดเวลล์ หลงใหล
มีสิ่งที่เขารักหมดใจ
ทิมโมธีไม่เพียงทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี เขาไปไกลกว่านั้นเช่นเช ทิโมธีทิ้งรูปกายเพราะ เชื่อว่าตัวเองคือความผิดพลาด เขารู้ว่าเขาคือหมีในร่างคน ไม่มีใครรู้ว่าทั้ง 2 อยากถูกเรียกว่าฮีโร่ หรือไม่ หรืออยากให้
จุดจบเป็นที่เล่าขาน ใครจะรู้พวกเขาแค่ข้ามผ่านกรอบทางบริบทของสังคม ไม่เชื่อว่ามีฝั่งความดีและความชั่ว เพราะนั่นเป็นเพียง
คำๆ หนึ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเรียกกันเอง การดำรงอยู่ซึ่งตัวตนต่างหากที่ถูกค้นพบ ก่อนจะพวกเขาจะเลือกทางเดินแม้ว่า
วันหนึ่งจุดจบของสิ่งที่เลือกอาจไม่มีใครได้คาดคิด นั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าพวกเขาไม่แยแสฉากจบนี่เลย
มนุษย์โชคดีเหลือเกินที่มีโอกาสได้เลือก และบางครั้งทางที่เลือกมันไม่ใช่ก็ยังมีที่ให้ยูเทรินกลับ ดังนั้นอย่าได้ตีโพยตีพาย
กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตนี่เลย