1. "เมื่อใดที่เอ็งรู้ว่าคนเก่งนั้นเป็นอย่างไร เมื่อนั้นแหละเอ็งก็เป็นคนเก่งแล้ว"
2. "ตอนที่กำลังว่ายอยู่ในทะเล เราไม่รู้หรอกว่าทะเลนั้นกว้างแค่ใหน"
3. "ถ้ามัวแต่สนใจใบไม้ เอ็งก็จะไม่เห็นต้นไม้ ถ้าเอ็งมัวแต่สนใจต้นไม้เอ็งก็จะไม่ เห็นป่า ไม่หยุดหัวใจไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่ถ้าจะดูต้องดูทั้งหมด"
4. "ดาบของเจ้ามิยาโมโตะ ที่เต็มไปด้วยความโกรธ แสดงให้เห็นถึงความกลัวและความกังวล แต่ดาบของอินซุนไม่มีทั้งความกลัวและความแค้น กลับมีแต่ความรักให้กับศัตรู ดังกับว่าชื่นชมที่ได้ประมือกับคนที่มีฝีมือทั้งหมด"
5. "ผ่านการต่อสู้ที่ต้องเอาชีวิตรอด เพื่อให้ได้มาซึ่งความแข็งแกร่งที่สมบูรณ์ อย่าเกร็ง อย่าลนและอย่าลังเล"
6. "ไม่ว่าคนนั้นจะแข็งแกร่งปานใดก็ต้องกลัวการต่อสู้ แต่ว่าถ้าสามารถเผชิญหน้ากับความกลัวนั้นได้ ก็จะสามารถเอามันวางไว้ข้างๆได้... นั่นละ่คือคนที่แกร่งจริง"* คนเราไม่สามารถทนกับการฝึกได้หากขาดซึ่งจุดหมาย
7. "ความกลัวคือความหมายทั้งหมด ที่เชื้อเชิญความพ่ายแพ้ให้มาเยือน จงรู้จุดอ่อนของตนเผชิญความกลัวอย่างองอาจ"
8. "ข้ารู้เรื่องอะไรของอินซุนบ้าง? ข้าเพียงแต่กระโจนเข้าใส่มันเพราะความอยากเด่นอยากดังไม่มีทั้งวิชา เชื่อมั่นในฝีมือของตัวเองมากเกินไป คิดว่าเมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้นก็ต้องผ่านไปได้"
9. "ความคิดว่า ข้าเก่งเหลือเกินคือ เชื่อมั่นในตัวเอง มันคือม่านบังตาที่ปิดสายตาการมองที่ดีเหลือเกิน ดังนั้นจึงมองไม่เห็นศัตรู...ถ้าจะมองจงมองให้ครอบคลุม นั่นจึงจะเป็นการมองที่มีค่า"
10. "โ๊ะอย่าทำให้ศัตรูในใจเจ้าใหญ่ขึ้นมาสิ"
11. "ศัตรูเป็นใตรกัน? เมื่อย่างเท้าเข้าไปหาร่างที่เหมือนถูกห่อหุ้มด้วยความอบอุ่น ดั่งถูกกลืนเข้าไป ยิ่งออกแรงมากเท่าไรร่างกายก็ยิ่งแข็งขึ้นเท่านั้น ความเป็นอิสระเหือดหายไม่ได้มีศัตรูเลย คนที่เรากำลังต่อสู้กลับกลายเป็นตัวเราเอง"
12. "วิถีทางแห่งดาบคืออะไร ... อัตรา ความคิดที่ต้องการเพียงแต่เอาชนะต้องการแสดงแต่พละกำลังแสดงความแข็งแกร่ง แสดงการมีตัวตน จงดูข้าสิ ดาบและวิธีการต่อสู้มีเพียงเพื่อสิ่งนั้นเองหรือ ดาบที่เรานับว่าเป็นเยี่ยงชีวิตเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเพียงนั้นเองหรือ ดาบของเราคือฟ้าและดินดังนั้นไร้ดาบจึงไม่เป็นไร"
13. " ความเก่งคืออะไร ความเก่งของข้ามีประโยชน์อะไร สู้กันจนถึงชีวิต ราวกับว่าได้ชะโงกอยู่บนเงื่อนผาแห่งความตาย อยากสู้กันจนถึงตาย ข้าต้องเก่งขึ้นแล้วนี่นา... ข้าอยากเก่งตั้งแต่ตอนนั้น ข้าเฝ้าแต่โรยทรายอย่างตั้งใจ ข้าต้องการเก่ง เก่งอย่างไม่มีผู้ใดทาบ เพื่อซุกซ่อนบาปและความอ่อนแอจนหมดสิ้น ข้าคงอยู่ตรงนั้น(ที่เดิมตรงจุดเริ่มต้น) ข้าซุกซ่อนความเป็นตัวตนของข้าไม่เคยให้อะไรกับใครยังโดดเดี่ยวเช่นเคย อยู่ยังที่ไม่มีใครเอื้อมถึง"
14. "บุญคุณของพ่อแม่ บุญคุณของคน บุญคุณของพระ ถ้าเอ็งคิดจะทดแทนคุณที่เอ็งได้มาจนถึงทุกวันนี้ ใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตของเอ็งก็ยังไม่พอหรอก"
15. "โซ่ ถ้ามองออกว่าโซ่มีการเคลื่อนไหวอย่างไร เราก็จะได้เปรียบ เคียวเป็นเพียงเครื่องมือจัดการขั้นสุดท้ายเท่านั้นเอง เราไม่สามารถเอาตัวกันเคียวได้ ถ้าเรามองการเคลื่อนไหวของโซ่ออกเราก็จะชนะ"
16. "จะหนีก็หนี ถ้าสู้ก็เดินออกมาและตัดสินใจให้แน่ นั่นล่ะคือการเตรียมใจรับกับสถานการณ์ คนโลเลคือคนที่อ่อนแอ"
17. "นกไม่ได้บินเพราะอยากบิน"
วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ปัญหาอะไรเอ่ยมึน!!
หันไปทางใหนใครๆก็มีปัญหา ตัวปัญหากำลังโบกมือทักทาย ว่ากันไป หากปัญหามีตัวเป็นๆ มันคงจะเป็นคนที่ชอบยุ่งจุ้นจ้านหรือทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนแต่ไม่เคยรุ้ตัวเลยว่าไม่มีใครต้องการแก ไปๆชิ้วๆ แต่มันจะค่อยๆ ขยับ เขยิบกระแซะเข้ามาชิดทำตัวน้อยนิดอิงแอบหาที่อยู่อาศัยวนเวียนรอบๆตัวกูเอ้ย เราเป็นพวกไล่ไม่ไป ฟังภาษาคนไม่ออกยิ้มหน้าตาเฉย(เอ้ยแกไปโกรธใครมาฟะ) ถ้ามีสโลแกนมันก็จะบอกคุณว่า "ปัญหาเคียงข้างคุณเสมอ...รักนะจุ้บจุ้บ"
ระยะหลังมานี้ที่กำลังฝึกวิทยายุทธ มองโลกในแง่ดี(ที่ได้มาจากใครบางคน) ทำให้เมื่อตัวปัญหาวิ่งเข้าชนหลังจากคอตกอยู่ซักพัก ก็ต้องนั่งมองมันอยางเอ็นดูเหมือนมิตรคู่บ้าน ทาถูทาถู บ้า!!ไม่ใช่ยาหม่อง
ปัญหาทำให้เหนื่อย บางคนบอกว่าเซ็ง เออเครียดโว้ย เกลียดคำว่าเครียดจังเหอ เหอ ต้องยอมรับว่าถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายคงมานั่งมองแล้วกลั้วยิ้ม(ฝืนๆ)ก็ลำบาก เพราะว่าปฏิกิริยาจะเป็นลูกโซ่เหมือนโดนไฟฟ้าช้อตแล้วต้องรีบไปแปะมือเพื่อน(ที่กูเกลียด )(ความคิดเลวนะเนี่ย) เออว่ะ ความเหนื่อยหน่ายของปัญหาคือการดิ้นรนทำอะไรซักอย่างเพื่อให้ปัญหามันจบเร็วที่สุด แล้วมันก็เหนื่อยนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนเป็นนั่นล่ะพอปัญหามันคิดถึงมาหาเรามากเข้า มากเข้า กูบอกว่ากูไม่ได้เหงามันก็มาจั้ง เราก็เซ็งเจอซ้ำๆบ่อยๆมันเซงง
วิทยายุทธที่ฝึกปรือก็รับมือได้เฉพาะบางเรื่อง แต่บางเรื่องบางตัวปัญหาที่น้ำหนักตัวมันมากเราแบกไม่ไหวกูก็หนักก็ฝืน (เออว่ะพักนี้ปวดหลังไม่หายมีคนบอกว่าเห็นเงาลางๆนั่งค่อมอยู่ที่บ่า) การแบกสำหรับใครไม่รู้นะซึ่งเป็นเราแล้วการเอาความรู้สึกคน หรือเก็บความคาดหวังใครมาไว้กับตัวสบัดยังไงก็ไม่หลุดนี่แมร่งเหนื่อยสุดเออ....คือเป็นเรื่องระยะเวลามากกว่าคนที่ลักษณะตัวตนเป็นฟองน้ำจะเข้าใจดีพวกซึมซับดีเยี่ยม มีแถบกันซึมเปื้อน คือรับไว้หมดอ่ะ เราก็คล้ายจะเป็นเช่นนั้น มันก็เลยเหนื่อยมากหน่อยยิ่งสภาวะแบบนี้หันไปทางใหนก็มักจะเห็นคนที่เดินสวนทางเดินหลังค่อมๆกันทั้งนั้น เราก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้มีชั้นคนเดียวหรอกนะ
วิทยายุทธอีกแบบนึงที่ช่วยได้เยอะ(พิสูจน์ทางการแพทย์แล้วเห็นว่าดี) ไม่รู้สิคือช่วงนี้ต้องทำงานออกบู้ทบ่อยภาคสนามเจอคนหลายแบบอีกสังคม คนที่ผ่านไปมาไม่มีภาระผุกพันธ์มาแล้วก็ไป บางทีการให้ การทำอะไรที่เป็นการช่วยพวกเขาแล้วมีการพูดคุยกันเห็นพวกเค้ายิ้ม เค้าดีใจ เออแปลกนะเรารู้สึกดีไม่รู้ตัว เช่นวันนี้ขายของให้น้องๆ จู่ๆน้องเค้าพูดเล่นๆว่า100 ละกัน ชั้นยิ้มเออบ้ามากูบ้าไป จิงจะให้ฟรีก็ยังไง แต่เห็นรอยยิ้ม ความขี้เล่นแบบหนุกๆ เผลอเออไปกับมันพอพวกมันหัวเราะ เออกูให้ว่ะทั้งๆที่ของเหล่านั้นราคามันสูงอยู่ ก็ตามนั้นแค่พอคิดมันก็พลอยมีความสุขไปด้วยพวกมันเป็นพวกข้าวใหม่ปลามันมาซื้อกรอบรูปคู่ทำจากแก้วเออกะจะไปใส่รูปคู่ เออวันนึงพวกมึงทะเลาะกันของกูชิ้นนี้คงเป็นข้าวของให้พวกมึงปาแตกแน่ๆ เออคิดแล้วขำ(หรือว่ากูจะผิดปกติวะเนี่ยที่คิดปายด้ายยย ขำๆฮาๆ) เออ ปัญหาตัวซน คนขี้เหงาไม่มีใครรัก น่าสงสารแล้วตัวปัญหามันจะมีปัญหามั้ยเนี่ย
วิทยายุทธที่กำลังฝึกในบทมองโลกในแง่ดีนี้คือการละความรู้สึก เวลาเกิดปัญหาหลายคนมักจะมองและมุ่งคิดแต่สิ่งที่อยู่รอบๆปัญหา เช่นแมร่งเค้าต้องเกลียดกูแน่เล้ย, กูทำไงดีวะเนี่ยเค้าจะเข้าใจกูมั้ย,พรุ่งนี้กูจะทำไงกับเธอดี, ลืม ลืม อะไรคือปัญหาที่แท้จิงวะคนส่วนใหญ่ไม่ชอบพูดกันตรงๆชอบอ้อม โค้งๆ เลี้ยวๆ เบลอๆปัญหาชอบอยู่กันตรงนั้นเป็นเราเป็นตรงนั้น นั่นล่ะจะเชือดความรู้สึกกลัว, ตื่นนั้นยังไงแล้วทำไงจะตรงได้ทำอย่างไรให้ปล่อยสิ่งที่แท้จริงในใจนั้นออกไปได้ปัญหาอยู่ที่ตัวเราเอง อุ้ยงั้นคงไล่เจ้าตัวปัญหาไม่ได้แล้ว เพราะตัวเองคือปัญหา เอองั้นทำไงดี ชั้นกำลังฝึกตัวเองให้คิดว่าเลิกคิดถึงความรู้สึกคนอื่นได้แล้ว หัดห่วงความรู้สึกตัวเองบ้างถ้ามันถูกต้องแล้วจะโกรธจะเกลียดก็ช่างแมร่ง แต่บางอย่างคิดเองเออเอง ฝ่ายเดียวก็กลายเป็นเรื่องรู้ไม่เท่าทันอีก หลายครั้งการเชือดความรู้สึกตัวเองก็ต้องเป็นไปอย่างจายเยนเยน
ตัวปัญหามักจะสอนบทเรียนให้เสมอๆ สอนให้รู้ถ้าสถานะการณ์นั้นเรายังไม่ตายไปก่อน ถ้าเราไม่แพ้ไปกับมันก็เหมือนยาขมน้ำเต้าทองที่ดื่มเวลาร้อนในจริงๆ หายเป็นปลิดทิ้งตุ่มร้อนในหายไป แต่มันก็จะกลับมาเรื่อยๆ ให้เราได้เอารสขมๆของน้ำเต้าทองดื่มเข้าปากอีก แน่นอนอาการร้อนในไม่สามรถหายจากปากมนุษย์ฉันใดปัญหาของมนุษย์ก็ฉันท์นั้น (สาธุ) งั้นก็สบายใจได้ไม่เคยมีใครตายเพราะร้อนในอย่างนั้นคงไม่เคยมีใครตายเพราะเกิดปัญหา เออถ้าปัญหาหญ่ายๆแบบว่าติดหนี้มาเฟีย เป็นชู้กับเมียข้างบ้านเนี่ยอันนี้ก็คิดซะว่าเราเป็นหนองใน หรือเป็นเอดส์ละกันเพราะยังไงไม่เพิ่งหมอก็มีแต่ตายกับตายอ่ะ
ระยะหลังมานี้ที่กำลังฝึกวิทยายุทธ มองโลกในแง่ดี(ที่ได้มาจากใครบางคน) ทำให้เมื่อตัวปัญหาวิ่งเข้าชนหลังจากคอตกอยู่ซักพัก ก็ต้องนั่งมองมันอยางเอ็นดูเหมือนมิตรคู่บ้าน ทาถูทาถู บ้า!!ไม่ใช่ยาหม่อง
ปัญหาทำให้เหนื่อย บางคนบอกว่าเซ็ง เออเครียดโว้ย เกลียดคำว่าเครียดจังเหอ เหอ ต้องยอมรับว่าถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายคงมานั่งมองแล้วกลั้วยิ้ม(ฝืนๆ)ก็ลำบาก เพราะว่าปฏิกิริยาจะเป็นลูกโซ่เหมือนโดนไฟฟ้าช้อตแล้วต้องรีบไปแปะมือเพื่อน(ที่กูเกลียด )(ความคิดเลวนะเนี่ย) เออว่ะ ความเหนื่อยหน่ายของปัญหาคือการดิ้นรนทำอะไรซักอย่างเพื่อให้ปัญหามันจบเร็วที่สุด แล้วมันก็เหนื่อยนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนเป็นนั่นล่ะพอปัญหามันคิดถึงมาหาเรามากเข้า มากเข้า กูบอกว่ากูไม่ได้เหงามันก็มาจั้ง เราก็เซ็งเจอซ้ำๆบ่อยๆมันเซงง
วิทยายุทธที่ฝึกปรือก็รับมือได้เฉพาะบางเรื่อง แต่บางเรื่องบางตัวปัญหาที่น้ำหนักตัวมันมากเราแบกไม่ไหวกูก็หนักก็ฝืน (เออว่ะพักนี้ปวดหลังไม่หายมีคนบอกว่าเห็นเงาลางๆนั่งค่อมอยู่ที่บ่า) การแบกสำหรับใครไม่รู้นะซึ่งเป็นเราแล้วการเอาความรู้สึกคน หรือเก็บความคาดหวังใครมาไว้กับตัวสบัดยังไงก็ไม่หลุดนี่แมร่งเหนื่อยสุดเออ....คือเป็นเรื่องระยะเวลามากกว่าคนที่ลักษณะตัวตนเป็นฟองน้ำจะเข้าใจดีพวกซึมซับดีเยี่ยม มีแถบกันซึมเปื้อน คือรับไว้หมดอ่ะ เราก็คล้ายจะเป็นเช่นนั้น มันก็เลยเหนื่อยมากหน่อยยิ่งสภาวะแบบนี้หันไปทางใหนก็มักจะเห็นคนที่เดินสวนทางเดินหลังค่อมๆกันทั้งนั้น เราก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้มีชั้นคนเดียวหรอกนะ
วิทยายุทธอีกแบบนึงที่ช่วยได้เยอะ(พิสูจน์ทางการแพทย์แล้วเห็นว่าดี) ไม่รู้สิคือช่วงนี้ต้องทำงานออกบู้ทบ่อยภาคสนามเจอคนหลายแบบอีกสังคม คนที่ผ่านไปมาไม่มีภาระผุกพันธ์มาแล้วก็ไป บางทีการให้ การทำอะไรที่เป็นการช่วยพวกเขาแล้วมีการพูดคุยกันเห็นพวกเค้ายิ้ม เค้าดีใจ เออแปลกนะเรารู้สึกดีไม่รู้ตัว เช่นวันนี้ขายของให้น้องๆ จู่ๆน้องเค้าพูดเล่นๆว่า100 ละกัน ชั้นยิ้มเออบ้ามากูบ้าไป จิงจะให้ฟรีก็ยังไง แต่เห็นรอยยิ้ม ความขี้เล่นแบบหนุกๆ เผลอเออไปกับมันพอพวกมันหัวเราะ เออกูให้ว่ะทั้งๆที่ของเหล่านั้นราคามันสูงอยู่ ก็ตามนั้นแค่พอคิดมันก็พลอยมีความสุขไปด้วยพวกมันเป็นพวกข้าวใหม่ปลามันมาซื้อกรอบรูปคู่ทำจากแก้วเออกะจะไปใส่รูปคู่ เออวันนึงพวกมึงทะเลาะกันของกูชิ้นนี้คงเป็นข้าวของให้พวกมึงปาแตกแน่ๆ เออคิดแล้วขำ(หรือว่ากูจะผิดปกติวะเนี่ยที่คิดปายด้ายยย ขำๆฮาๆ) เออ ปัญหาตัวซน คนขี้เหงาไม่มีใครรัก น่าสงสารแล้วตัวปัญหามันจะมีปัญหามั้ยเนี่ย
วิทยายุทธที่กำลังฝึกในบทมองโลกในแง่ดีนี้คือการละความรู้สึก เวลาเกิดปัญหาหลายคนมักจะมองและมุ่งคิดแต่สิ่งที่อยู่รอบๆปัญหา เช่นแมร่งเค้าต้องเกลียดกูแน่เล้ย, กูทำไงดีวะเนี่ยเค้าจะเข้าใจกูมั้ย,พรุ่งนี้กูจะทำไงกับเธอดี, ลืม ลืม อะไรคือปัญหาที่แท้จิงวะคนส่วนใหญ่ไม่ชอบพูดกันตรงๆชอบอ้อม โค้งๆ เลี้ยวๆ เบลอๆปัญหาชอบอยู่กันตรงนั้นเป็นเราเป็นตรงนั้น นั่นล่ะจะเชือดความรู้สึกกลัว, ตื่นนั้นยังไงแล้วทำไงจะตรงได้ทำอย่างไรให้ปล่อยสิ่งที่แท้จริงในใจนั้นออกไปได้ปัญหาอยู่ที่ตัวเราเอง อุ้ยงั้นคงไล่เจ้าตัวปัญหาไม่ได้แล้ว เพราะตัวเองคือปัญหา เอองั้นทำไงดี ชั้นกำลังฝึกตัวเองให้คิดว่าเลิกคิดถึงความรู้สึกคนอื่นได้แล้ว หัดห่วงความรู้สึกตัวเองบ้างถ้ามันถูกต้องแล้วจะโกรธจะเกลียดก็ช่างแมร่ง แต่บางอย่างคิดเองเออเอง ฝ่ายเดียวก็กลายเป็นเรื่องรู้ไม่เท่าทันอีก หลายครั้งการเชือดความรู้สึกตัวเองก็ต้องเป็นไปอย่างจายเยนเยน
ตัวปัญหามักจะสอนบทเรียนให้เสมอๆ สอนให้รู้ถ้าสถานะการณ์นั้นเรายังไม่ตายไปก่อน ถ้าเราไม่แพ้ไปกับมันก็เหมือนยาขมน้ำเต้าทองที่ดื่มเวลาร้อนในจริงๆ หายเป็นปลิดทิ้งตุ่มร้อนในหายไป แต่มันก็จะกลับมาเรื่อยๆ ให้เราได้เอารสขมๆของน้ำเต้าทองดื่มเข้าปากอีก แน่นอนอาการร้อนในไม่สามรถหายจากปากมนุษย์ฉันใดปัญหาของมนุษย์ก็ฉันท์นั้น (สาธุ) งั้นก็สบายใจได้ไม่เคยมีใครตายเพราะร้อนในอย่างนั้นคงไม่เคยมีใครตายเพราะเกิดปัญหา เออถ้าปัญหาหญ่ายๆแบบว่าติดหนี้มาเฟีย เป็นชู้กับเมียข้างบ้านเนี่ยอันนี้ก็คิดซะว่าเราเป็นหนองใน หรือเป็นเอดส์ละกันเพราะยังไงไม่เพิ่งหมอก็มีแต่ตายกับตายอ่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ภูมิแพ้ และปีเตอร์ แพน
ชั้นว่าตัวเองเป็นคนแพ้คนขี้เหงา ไม่รูุ้เหมือนกันว่าคนประเภทนี้มีแม่เหล็กอะไรที่ดึงดูด ให้อยากเข้าไปคลุกวงในด้วย เคยจำคำเค้ามาว่า
"คนอ่อนไหว มักจะแพ้ใจคนขี้เหงา คนขี้เหงามักชอบเล่าความเหงาของตัวเองให้คนอื่นสนใจ
คนขี้เหงามักจะนึกว่าตัวเองอยู่เพียงลำพัง..."
แล้วไง แล้วไงต่อ เราเป็นคนอ่อนไหวหรือขี้เหงา เราก็เป็นของเราที่เป็น แพ้ก็ต้องห่างๆพวกขี้เหงาเรี่ยราด
แต๋ใครจะรู้ล่ะ วันนึงตัวหนังสือ ไม่มีเสียง ไม่มีแขนขา ให้เราสัมผัสได้กลับทำเราสะดุด ม่ายรู้ตัว เราได้รู้จักกับคนๆ หนึ่ง เขาชอบถ่ายทอดมุมที่เขายืนมองโลกอยู่ ผ่านDiary Blogโลกส่วนตัวของผู้ชาย ชอบเขียน เป็นความเชื่อที่มาจากข้างทางและสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปแต่หลายคนมองข้าม หรือแม้แต่ไม่เคยจะได้คิดมาก่อน แม้ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาก็รู้สึกได้ว่าเขาเปงโคนอ่อนโยน (เฮ้อ สะดุดหัวทิ่ม)
รู้สึกได้ว่า แนวความคิดทำองศา ในมุมเหงาเดียวกัน ความเหงามีมุมนะ หากใครได้เคยนั่งดูพลุที่แตกตัวอย่างสวยงามท่ามกลางคนนับพันๆ ในบรรยากาศสวยหรูของเทสกาลเฉลิมฉลอง แต่ไม่มีใครให้รู้สึกดี ที่ผูกพันธ์ อยู่ตรงนั้นเลย
หากวันหยุดคือวันที่ไม่อยากให้มีในปฏิทิน เพราะไม่รู้จะอยู่บ้านไปทำไม ที่ๆ ไม่มีใครให้คุยด้วย แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน เหมือนทุกๆที่ไปก็จะเป็นแต่ที่เดิมเดิม ผู้คนแนวเดิมๆ ที่ไม่รู้จักหรือสัมผัสได้ คล้ายกับท้องถนนมีที่ว่างให้กับเราอย่างมากมาย ความว่างเปล่าดูจะเป็นความคุ้นเคย โลกของใครที่เคยทำมุมเช่นนี้น่าจะเข้าใจเคยอ่านเจอว่า
"ไม่มีอะไรเป็นจริงในทุกสถานการณ์" ชั้นก็เพิ่งเข้าใจ จากผู้ชายคนนี้ ใจของเราอยู่เหนือสถานการณ์ ถ้าเราควบคุมมันได้ เขาเป็นคนที่แปลความเหงาอย่างสร้างสรรค์ คนอะไรเขียนความเหงาให้คนอ่านแล้วยิ้ม เหมือนสาวน้อย Amile เขาเป็นคนเหงาที่มองโลกด้วยสายตาเป็นประกายและจุดนี้เองที่ทำให้เรากลับมามองตัวเอง เคยลองปรับโฟกัสในการมองโลกแบบเขาและ Amile' ลองสร้างความเชื่อจากตัวหนังสือที่เขาขีดเขียนซึ่งมันอาจใช้เวลาเพราะความเชื่อของเราไม่เท่ากัน เคยได้ยินมุมมองของนักเดินทางเสมอๆว่า "ประสบการณ์ไม่มีขายถ้าอยากได้ต้องออกไปค้นหาด้วยตัวเอง" คงต้องใช้ขาทำความรู้จักโลก และจะเข้าใจมนุษย์ เข้าใจสิ่งที่เป็น จะรู้ว่าตัวเราเล็กมากแค่ใหนในโลกใบนี้
เกือบ 2 ปีแล้วที่ได้รู้จักคน คนนี้ผ่านตัวหนังสือเหงาๆของเขา คนที่เกี่ยวความรู้สึกมาบันทึกได้มากมาย
เห็นความรู้สึกที่เกิดกับเขา มองตัวเรามันช่างคล้าย คือคำบันทึกที่อบอวลไปด้วยหมอกบางๆ ที่อยากให้ใครๆเข้าไปแหวกม่านหมอกนั้น ทำความเข้าใจ เขาเหมือน ด.ช. ปีเตอร์ แพน ที่ชอบท่องเวหาไปเที่ยวสนุก และวันนั้นเขาก็เข้ามาเคาะหน้าจอพาฉันบินท่องเข้าไปในโลกของเขาเกือบ 2 ปีแล้วที่ได้รู้จักคน คนนี้ผ่านตัวหนังสือเหงาๆของเขา คนที่เกี่ยวความรู้สึกมาบันทึกได้มากมาย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

